<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พม.เติมสุขทั่วไทย&#039; มอบของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2562 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;พอช.มอบบ้านให้ผู้มีรายได้น้อย 2,562&amp;nbsp; ครัวเรือนทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;มอบ 4 ความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2562 ให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด &amp;quot;พม.เติมสุขทั่วไทย 2562&amp;rdquo; ขณะที่ พอช.มอบบ้านให้ผู้มีรายได้น้อย 2,562 ครัวเรือนทั่วประเทศ และร่วมลงนามบันทึกข้อตกกับการรถไฟแห่งประเทศไทย-สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่มีรายได้น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รัฐบาลพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; มอบความสุขให้แก่ประชาชนทั่วประเทศเนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2562&amp;nbsp; โดยมอบหมายให้กระทรวงต่างๆ จัดหาของขวัญเพื่อมอบให้แก่ประชาชน  ในส่วนของกระทรวง พม.ได้มอบ  4 ความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ 2562 ให้ประชาชน ภายใต้แนวคิด &amp;quot;พม.เติมสุขทั่วไทย 2562&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พม.มอบของขวัญ 4 ความสุข &amp;nbsp;: เป้าหมาย &amp;lsquo;คนอยู่ดีมีสุขในสังคมคุณภาพ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; กระทรวง พม. ได้จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ &amp;nbsp;ประจำปี 2562 &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด &amp;quot;พม.เติมสุข ทั่วไทย 2562&amp;rdquo; (Fill with Happiness) เพื่อส่งความสุขให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ประกอบด้วย 4 ความสุข &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;1. สุขถ้วนหน้า (Happy All) ได้แก่ 1.1 ทุกสิทธิคนพิการผ่านบัตรประชาชนใบเดียว &amp;nbsp;เพื่อเข้ารับบริการหน่วยงานภาครัฐ &amp;nbsp;และ 1.2 คงอัตราดอกเบี้ย &amp;nbsp;สถานธนานุเคราะห์ &amp;nbsp;ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดร้อยละ 25 สตางค์ต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;2. สุขอาศัย (Happy Home) ได้แก่ &amp;nbsp;2.1 มอบบ้านสร้างชุมชนไทยทุกคนมั่นคงเข้มแข็ง 2,562 &amp;nbsp;หลัง &amp;nbsp;2.2 บ้านปันสุขเพื่อผู้สูงอายุ 1,000 หลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.3 ร่วมใจ สร้างไทย สร้างที่อยู่อาศัยผู้ประสบภัย 75 หลัง &amp;nbsp;และ 2.4 Easy Home ซื้อง่ายจ่ายสบาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;3. สุขร่วมใจ (Happy Heart) &amp;nbsp;ได้แก่ 3.1 เปิดตัวศูนย์เรียนรู้นวัตกรรม เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ &amp;nbsp;3.2 ศาสนสถานเชื่อมบุญ &amp;nbsp;เกื้อหนุนคนพิการและผู้สูงอายุ &amp;nbsp;3.3 หนาวนี้ที่บนดอย &amp;nbsp;ตามรอยภูมิวัฒนธรรม 3.4 พม.เชื่อมใจ &amp;nbsp;แบ่งปันความสุขสู่สังคม &amp;nbsp;3.5 สร้างพื้นที่เป้าหมายขจัดภัยความรุนแรง &amp;nbsp;และ 3.6 เปิดตัวเว็บไซต์ &amp;nbsp;รวมใจยุติความรุนแรง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;และ 4. สุขยั่งยืน (Happy Time) ด้วยการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ &amp;nbsp;เรื่อง &amp;quot;สังคมผู้สูงอายุ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวง พม.ที่มอบของขวัญให้แก่ประชาชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเคหะแห่งชาติ&amp;nbsp; มอบความสุข &amp;ldquo;สุขอาศัย&amp;rdquo; ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ด้วยโปรโมชั่น &amp;ldquo;Easy Home ซื้อง่าย จ่ายสบาย&amp;rdquo; ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2562 &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ลดราคาโครงการบ้านเอื้ออาทร &amp;nbsp;จำนวน 35 โครงการ &amp;nbsp;ราคา 250,000 - 420,000 บาท, &amp;nbsp;โครงการบ้านแลกบ้าน เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกค้าที่ทำสัญญากับการเคหะฯ และมีความประสงค์ที่จะย้ายถิ่นฐานหรือย้ายแหล่งงาน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมผู้สูงอายุ (ผส.) มอบของขวัญปีใหม่ &amp;quot;บ้านปันสุขเพื่อผู้สูงวัย&amp;quot; ซ่อมแซม &amp;nbsp;ปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างปลอดภัย &amp;nbsp;ให้แก่ผู้สูงอายุทั่วประเทศ 1,000 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) &amp;nbsp;โครงการ &amp;ldquo;พม. เชื่อมใจ แบ่งปันความสุขสู่สังคม&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยจัดทำเมนู &amp;ndash; จับคู่ผู้ให้ &amp;ndash; ส่งใจมอบของขวัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จัดทำเมนูการให้ความช่วยเหลือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก จากข้อมูล Family Data จำนวน 2,562 ครัวเรือนทั่วประเทศ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประสานภาคเอกชนสนับสนุน &amp;nbsp;เครื่องอุปโภคบริโภค &amp;nbsp;ทุนและเครื่องมือประกอบอาชีพ &amp;nbsp;ทุนการศึกษา&amp;nbsp; และอื่น ๆ &amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก 2,562 คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และส่งมอบของขวัญ 2,562 ชุด &amp;nbsp;โดยหน่วยงานสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พลเอกอนันตพร กล่าวด้วยว่า &amp;nbsp;นอกจากของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2562 แล้ว&amp;nbsp; รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจน &amp;nbsp;เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;สร้างความเป็นธรรมในสังคม &amp;nbsp;และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและบริการของรัฐ &amp;nbsp;โดยกระทรวง พม.ได้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการพัฒนาคนและสังคม &amp;nbsp;ด้วยการสร้างโอกาส &amp;nbsp;และความเสมอภาคทางสังคม &amp;nbsp;ความเข้มแข็งของประชาชน &amp;nbsp;ชุมชน &amp;nbsp;ภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;&amp;nbsp;และความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ตามแนวทางประชารัฐ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;กระทรวง พม.ได้น้อมนำแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการพัฒนางาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการดำเนินงานภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) และยุทธศาสตร์กระทรวง พม. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2560 - 2564) ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;lsquo;พม.เป็นผู้นำด้านสังคมของไทยและอาเซียน &amp;nbsp;มุ่งสู่คนอยู่ดีมีสุขในสังคมคุณภาพ&amp;rsquo; รวมทั้งดำเนินการตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติด้วย&amp;rdquo; รมว.พม.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พอช.มอบบ้านให้ผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ 2,562&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; &amp;nbsp;กล่าวถึงการมอบของขวัญปีใหม่ของ พอช.ให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวง พม.ว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในปี 2562 นี้&amp;nbsp; พอช.จะมอบบ้านให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยทั่วประเทศ จำนวน&amp;nbsp; 2,562 หลังคาเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยแยกเป็น 1.บ้านมั่นคง&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 1,115&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; 2.บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 1,235 หลังคาเรือน&amp;nbsp; และ 3.บ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp;จำนวน 212 หลังคาเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับของขวัญปีใหม่ที่มอบให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยไปแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จังหวัดสุโขทัย&amp;nbsp; มอบบ้านมั่นคงเมืองจำนวน&amp;nbsp; 486&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 221 หลังคาเรือน&amp;nbsp; รวม 707 หลังคาเรือน&amp;nbsp; จังหวัดหนองคาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รมว.พม.&amp;nbsp; มอบบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 150 หลังคาเรือน&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จังหวัดจันทบุรี&amp;nbsp; มอบบ้านมั่นคงเมือง&amp;nbsp; จำนวน 186&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; มอบเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม&amp;nbsp; จังหวัดตรัง&amp;nbsp; มอบบ้านมั่นคง&amp;nbsp; จำนวน 180 หลังคาเรือน&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 332 หลัง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 512&amp;nbsp; หลังคาเรือน&amp;nbsp; มอบเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัดสิงห์บุรี&amp;nbsp; มอบบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;จำนวน 220 หลัง&amp;nbsp; มอบเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2562&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรุงเทพฯ บ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว &amp;nbsp;จำนวน 212 หลัง&amp;nbsp; จะมอบในวันที่ 30 มกราคม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.พอช.กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.ให้การสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; สนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนในชนบทที่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; ครอบครัวมีความเดือดร้อน&amp;nbsp; งบประมาณไม่เกินหลังละ 19,000 บาท&amp;nbsp; ขณะที่ชุมชนและเจ้าของบ้าน&amp;nbsp; องค์กรปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; รวมทั้งภาคเอกชน&amp;nbsp; จะช่วยกันซ่อมแซม&amp;nbsp; จัดหาวัสดุ&amp;nbsp; และแรงงานมาสมทบ&amp;nbsp; ทำให้ซ่อมสร้างบ้านได้เร็วและประหยัดงบประมาณ&amp;nbsp; ซึ่งในปี 2560-2561&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนบ้านพอเพียงชนบทไปแล้วจำนวน 26,674 หลัง&amp;nbsp; และในปี 2562 &amp;nbsp;มีเป้าหมายสนับสนุน 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บ้านมั่นคงเมือง&amp;nbsp; เป็นการสนับสนุนให้ประชาชนหรือชุมชนที่มีความเดือดร้อน&amp;nbsp; ไม่มีความมั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัยได้รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขอเช่าที่ดินจากหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; หรือหาซื้อที่ดินใหม่&amp;nbsp; เพื่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; โดยชุมชนจะต้องจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุน&amp;nbsp; และ พอช.จะสนับสนุนด้านต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริมการรวมกลุ่ม&amp;nbsp; ส่งสถาปนิกชุมชนไปร่วมออกแบบ&amp;nbsp; วางผังชุมชนร่วมกับชาวบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดย พอช.สนับสนุนงบพัฒนาระบบสาธารณูปโภคไม่เกิน 45,000 บาทต่อครัวเรือน&amp;nbsp; งบอุดหนุนที่อยู่อาศัย 25,000 บาทต่อครัวเรือน&amp;nbsp; ฯลฯ สินเชื่อที่อยู่อาศัยไม่เกินครัวเรือนละ 300,000 บาท&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระคืนภายในเวลา 15 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วประมาณ 100,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงในที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่นำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกิน&amp;nbsp; และพอช.อุดหนุนการสร้างบ้าน 40,000 บาทต่อครัวเรือน &amp;nbsp;พัฒนาระบบสาธารณูปโภค เศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;เฉลี่ย 17,000 บาทต่อครัวเรือน &amp;nbsp;(ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้สินเชื่อ)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในปีงบประมาณ 2561 พอช.สนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวม 7,590 ครัวเรือน&amp;nbsp; และในปี&amp;nbsp; 2562 &amp;nbsp;มีเป้าหมายสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคงทั้งเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 5,500 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการบ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; พอช.สนับสนุนงบพัฒนาสาธารณูปโภคไม่เกินครัวเรือนละ&amp;nbsp; 50,000 บาท&amp;nbsp; งบอุดหนุนสร้างบ้านครัวเรือนละ&amp;nbsp; 25,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; งบอุดหนุนผู้ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 72,000 บาท&amp;nbsp; รวมงบช่วยเหลือครัวเรือนละ 147,000 บาท&amp;nbsp; และสินเชื่อสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 400,000 บาท&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาทต่อปี&amp;nbsp; ผ่อนชำระคืนภายในเวลา 20 ปี&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านไปแล้วประมาณ 3,000 หลัง&amp;nbsp; จากเป้าหมายทั้งหมด 7,069 หลัง&amp;nbsp; ใน 50 ชุมชนริมคลองลาดพร้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากการมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อยในที่ดินของหน่วยงานต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) &amp;nbsp;โดย รฟท.มอบสัญญาเช่าที่ดินให้แก่ชาวชุมชนตลาดบ่อบัว&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.ฉะเชิงเทรา &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; เนื้อที่ 6.7 ไร่ &amp;nbsp;ระยะเวลาเช่า 30 ปี &amp;nbsp;อัตราค่าเช่า 20 บาท/ตารางเมตร/ปี (ปรับอัตราค่าเช่าขึ้น 5% ทุก 5 ปี&amp;nbsp; โดย 2 ปีแรกจะคิดค่าเช่า 50%)&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำนวนผู้อยู่อาศัย 99 ครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณตามโครงการบ้านมั่นคงเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ที่ดิน ส.ป.ก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม)&amp;nbsp; มีพิธีลงนามความร่วมมือ 9 หน่วยงาน เพื่อการบูรณาการพัฒนาที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ที่ดิน ส.ป.ก.ที่ยึดคืนจากผู้ที่ครอบครองไม่ถูกต้องตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม,&amp;nbsp; กรมชลประทาน, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรมทรัพยากรน้ำ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.ให้มีสาธารณูปโภค&amp;nbsp; มีแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; พัฒนาที่ดินให้มีความสมบูรณ์&amp;nbsp; เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง&amp;nbsp; และมีคุณภาพชีวิตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;บ้านประชารัฐริมคลอง&amp;nbsp; น่ามองน่าอยู่&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2554&amp;nbsp; ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการระบายน้ำในคลองสายหลักในเขตกรุงเทพฯ ไม่มีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; เนื่องจากมีบ้านเรือนปลูกสร้างรุกล้ำลงไปในคลองเป็นจำนวนมาก รัฐบาล คสช. โดยคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งมีพลเอกประวิตร&amp;nbsp; วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp; เป็นประธาน&amp;nbsp; จึงมีนโยบายจัดระเบียบสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ&amp;nbsp; เริ่มที่คลองลาดพร้าวเป็นแห่งแรก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยรัฐบาลมอบหมายให้กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสร้างเขื่อนระบายน้ำคอนกรีตเพื่อป้องกันน้ำท่วมในคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; เริ่มจากบริเวณอุโมงค์เขื่อนพระราม 9 (ใกล้ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา) เขตวังทองหลาง&amp;nbsp; ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ระยะทาง (ทั้งสองฝั่ง) 45.3 กิโลเมตร&amp;nbsp; ความกว้างของแนวเขื่อน 25 - 38 เมตร&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกกว่าเดิม 4 เมตร&amp;nbsp; ตามแผนงานมีเป้าหมายแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน&amp;nbsp; 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;nbsp;&amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; จัดทำแผนงานรองรับชาวชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำที่ดินราชพัสดุและรุกล้ำคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; ตามแผนงาน &amp;lsquo;บ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าว&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่รองรับประชาชน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 50 ชุมชน&amp;nbsp; ใน 8 เขต&amp;nbsp; คือ วังทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยขวาง&amp;nbsp; ลาดพร้าว&amp;nbsp; จตุจักร&amp;nbsp; หลักสี่&amp;nbsp; บางเขน&amp;nbsp; ดอนเมือง&amp;nbsp; และสายไหม&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 7,069&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านประชารัฐริมคลองเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559&amp;nbsp; โดยใช้แนวทางตามโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. &amp;nbsp;ซึ่ง พอช.ทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยมาตั้งแต่ปี 2546&amp;nbsp; หลักการสำคัญ&amp;nbsp; คือ ให้ชาวชุมชนรวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการพัฒนาแนวใหม่&amp;nbsp; ไม่ใช่รูปแบบของการสงเคราะห์หรือหน่วยงานรัฐเข้าไปสร้างบ้านให้ชาวบ้านแบบให้เปล่า&amp;nbsp; แต่ให้ชุมชนหรือชาวบ้านมีส่วนร่วมและเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เช่น&amp;nbsp; รวมกลุ่มกันโดยจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อสำรวจข้อมูลปัญหาและความต้องการ&amp;nbsp; ช่วยกันออกแบบบ้าน&amp;nbsp; วางผังชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และสหกรณ์เคหสถานเพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านหรือจัดซื้อที่ดิน&amp;nbsp; และร่วมกันบริหารโครงการ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนด้านความรู้และความช่วยเหลือ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.ส่งสถาปนิกเข้าไปให้คำแนะนำแก่ชุมชน&amp;nbsp; เรื่องการออกแบบบ้าน&amp;nbsp; ออกแบบผังชุมชน&amp;nbsp; กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปให้ความรู้เรื่องการจัดตั้งสหกรณ์เคหสถาน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนรูปแบบในการดำเนินโครงการบ้านประชารัฐริมคลอง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.กรณีสร้างบ้านใหม่ในที่ดินเดิม หากชุมชนใดสามารถอยู่ในที่ดินเดิมได้หลังจากสำรวจและวัดแนวเขตว่าพ้นจากแนวเขื่อนฯ แล้ว จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ระยะเวลาช่วงแรก 30 ปี (สามารถต่อสัญญาได้ครั้งละ 30 ปีตามระเบียบของกรมธนารักษ์) อัตราค่าเช่าประมาณ 1.25 - 4&amp;nbsp; บาท/ตารางวา/เดือน (ขึ้นอยู่กับทำเล) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;และเนื่องจากพื้นที่ชุมชนริมคลองมีจำกัด&amp;nbsp; ดังนั้นครอบครัวใดที่เคยครอบครองที่ดินมากก็จะต้องเสียสละแบ่งปันที่ดินให้ครอบครัวอื่นๆ ได้อยู่อาศัยร่วมกัน&amp;nbsp; โดยการแบ่งที่ดินให้แต่ละครอบครัวเท่ากัน &amp;nbsp; สร้างบ้านในลักษณะทาวน์เฮาส์&amp;nbsp; ขนาดบ้านประมาณ&amp;nbsp; 4x6 - 4x8 ตารางเมตร&amp;nbsp; มีทั้งบ้านชั้นเดียวและ&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; ชั้น&amp;nbsp; (บางชุมชนมี 3 ชั้น) ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. หากชุมชนใดมีพื้นที่ไม่เพียงพอ &amp;nbsp;ชาวบ้านอาจจะรวมตัวกันไปหาที่ดินแปลงใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิม เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ การเดินทาง สถานศึกษา เช่น ที่ดินของบริษัทในสังกัดกระทรวงการคลัง หรือที่ดินเอกชน โดย พอช.จะให้การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.หากไม่มีที่ดินที่เหมาะสม พอช.จะประสานกับการเคหะแห่งชาติเพื่อหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านเอื้ออาทร แฟลตการเคหะ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการสร้างบ้านนั้น&amp;nbsp; ชุมชนจะคัดเลือกบริษัทหรือผู้รับเหมามาสร้างบ้านทั้งชุมชน&amp;nbsp; มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สืบราคา&amp;nbsp; จัดซื้อวัสดุ&amp;nbsp; ตรวจสอบ&amp;nbsp; จัดทำบัญชี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อให้การก่อสร้างบ้านและบริหารโครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับชาวชุมชนที่ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; หรือผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ที่ไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพื่อก่อสร้างบ้านใหม่นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีหลายชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันลงขันครัวเรือนละ 1,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างบ้านกลางให้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; ชุมชน กสบ.หมู่ 5&amp;nbsp; เขตสายไหม&amp;nbsp; ชุมชนหลัง ว.ค.จันทรเกษม&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนการสนับสนุนการสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ครัวเรือนละ&amp;nbsp; 50,000 บาท&amp;nbsp; อุดหนุนสร้างบ้านครัวเรือนละ&amp;nbsp; 25,000 &amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; อุดหนุนผู้ได้รับผลกระทบครัวเรือนละ 72,000 บาท&amp;nbsp; รวมงบช่วยเหลือครัวเรือนละ 147,000 บาท&amp;nbsp; และสินเชื่อสร้างบ้านไม่เกินครัวเรือนละ 400,000 บาท&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp; 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; บาทต่อปี&amp;nbsp; ผ่อนชำระคืนภายในเวลา 20 ปี&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านเสร็จไปแล้ว&amp;nbsp; จำนวน 3,015 หลัง&amp;nbsp; จากเป้าหมายทั้งหมด 7,069 หลัง&amp;nbsp; ใน 50 ชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;rdquo; ผอ.พอช.บอกถึงความคืบหน้าของโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อวยชัย&amp;nbsp; สุดประเสริฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญ&amp;nbsp; ซอยพลหลโยธิน 54/1 เขตสายไหม&amp;nbsp; ซึ่งสร้างบ้านเสร็จตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; รวม 65&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; จากสภาพเดิมเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บางส่วนรุกล้ำลงไปในคลอง&amp;nbsp; ขยะลอยฟ่อง&amp;nbsp; บ้านเรือนก็ทรุดโทรม&amp;nbsp; ผุพัง&amp;nbsp; เพราะส่วนใหญ่ปลูกสร้างมานานไม่ต่ำกว่า&amp;nbsp; 50-60 ปี&amp;nbsp; ทางเดินก็คับแคบ&amp;nbsp; เฉอะแฉะ&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีที่วิ่งเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;แต่หลังจากสร้างบ้านเสร็จทั้งชุมชนแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีและสะอาดกว่าเดิม&amp;nbsp; มีบ้านใหม่ที่สวยงาม มีทางเดินเลียบคลอง&amp;nbsp; เด็กๆ มีที่วิ่งเล่น&amp;nbsp; มีเครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp; มีไฟฟ้าริมทางจากพลังงานแสงอาทิตย์&amp;nbsp; ข้างบ้านก็ปลูกต้นไม้&amp;nbsp; ปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; มีถังบำบัดน้ำเสียในชุมชนก่อนปล่อยลงคลอง&amp;rdquo; อวยชัยฉายภาพชุมชนใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญถือเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนตามแนวทาง &amp;lsquo;บ้านประชารัฐริมคลอง&amp;rsquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; การสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชน&amp;nbsp; การจัดการขยะ&amp;nbsp; บำบัดน้ำเสีย&amp;nbsp; ไฟฟ้าส่องสว่างริมคลองจากพลังงานโซล่าร์เซลล์&amp;nbsp; การปรับปรุงถนนทางเข้าชุมชน&amp;nbsp; ลานกีฬา&amp;nbsp; เครื่องออกกำลังกาย&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากชุมชนศาลเจ้าพ่อสมบุญแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนอื่นๆ ที่สร้างบ้านเสร็จแล้ว&amp;nbsp; ประมาณ 20 ชุมชน&amp;nbsp; ได้เข้าร่วมโครงการ &amp;lsquo;ชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; น่ามองน่าอยู่&amp;rsquo; ดำเนินการในช่วงปี 2561-2562&amp;nbsp; โดยได้รับการสนับด้านงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และบุคลากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ความเป็นอยู่&amp;nbsp; สภาพแวดล้อม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp; โดยจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; การบำบัดน้ำก่อนปล่อยลงคลอง&amp;nbsp; ความปลอดภัยในชุมชน&amp;nbsp; การส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; ฝึกอบรมช่างชุมชน&amp;nbsp; กิจกรรมเยาวชน&amp;nbsp; สตรี&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการจัดกิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่ 2562 ให้แก่ชาวชุมชนริมคลองลาดพร้าว จะมีขึ้นในวันที่ 30 มกราคมนี้&amp;nbsp; ที่ชุมชน กสบ.หมู่ 5 เขตสายไหม&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านประชารัฐริมคลองลาดพร้าวในเขตสายไหมเสร็จไปแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4 ชุมชน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 212 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทำให้แต่ละครอบครัวมีบ้านใหม่ที่สวยงาม&amp;nbsp; และชาวบ้านจะร่วมกันพัฒนาชุมชนและคลองให้น่ามอง&amp;nbsp; น่าอยู่กันต่อไป...!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;จากบ้านพอเพียงสู่ &amp;lsquo;บ้านสร้างสุข มุกดาหาร 36 ปี&amp;rsquo;&amp;nbsp;รูปธรรมการใช้สภาองค์กรชุมชนฯ เชื่อมโยงหน่วยงานร่วมพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;โครงการบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; มีเป้าหมายรวม 352,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; (จากเป้าหมายแผนแม่บทฯ ทั้งหมด 1 ล้านครัวเรือน) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้สนับสนุนการซ่อมสร้างไปแล้ว&amp;nbsp; รวม &amp;nbsp;26,674 หลัง &amp;nbsp;และในปี 2562 &amp;nbsp;มีเป้าหมายสนับสนุนอีก 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; เป็นการสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านเรือนในชนบทที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; โดยมีงบประมาณสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านจาก พอช. ไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท&amp;nbsp; ซึ่งถือว่าเป็นงบประมาณที่ไม่มากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากวัสดุ&amp;nbsp; อุปกรณ์การก่อสร้างต่างๆ&amp;nbsp; มีราคาสูงขึ้น&amp;nbsp; ดังนั้นแต่ละตำบลหรือชุมชนที่จัดทำโครงการบ้านมั่นคงจึงต้องเชื่อมโยงหรือบูรณาการหน่วยงานต่างๆ มาทำงานร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อระดมทุนทั้งแรงคนและงบประมาณ&amp;nbsp; ดังตัวอย่างการจัดทำโครงการบ้านพอเพียงชนบทที่จังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;จ.มุกดาหารใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลสำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ลาวัณย์ ปัญญนันต์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กองเลขานุการขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ในปี 2561 เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนและกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดมุกดาหารได้สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;เพื่อจัดทำโครงบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; จำนวน 32 ตำบล &amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp; มีจำนวนครัวเรือนผู้เดือดร้อน 404 ครัวเรือน &amp;nbsp;สภาพปัญหาของผู้เดือดร้อนส่วนใหญ่ &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง &amp;nbsp;บ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; เนื่องจากมีฐานะยากจน&amp;nbsp; ไม่มีทุนในการซ่อมแซมบ้าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดมุกดาหารจึงมีกระบวนการในการคัดเลือกผู้เดือดร้อนชุดแรก&amp;nbsp; จำนวน 150 ครัวเรือน&amp;nbsp; เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก พอช. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ส่วนขั้นตอนและกระบวนการทำงานเริ่มจาก&amp;nbsp; 1.สภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อนในตำบล &amp;nbsp;จัดลำดับความสำคัญของการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.รวบรวมข้อมูล &amp;nbsp;จำนวนผู้เดือดร้อน &amp;nbsp;โดยมีข้อมูลจากสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด (จปฐ.) ข้อมูลการสำรวจของเครือข่ายจิตอาสาประชารัฐ &amp;nbsp;ข้อมูลผู้ด้อยโอกาสจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดมุกดาหาร (พมจ.มุกดาหาร) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;3.สรุปจำนวนข้อมูล &amp;nbsp;และทำความเข้าใจหลักเกณฑ์เงื่อนไขของการพิจารณาระดับจังหวัดร่วมกับคณะกรรมการพิจาณากลั่นกรองระดับจังหวัด &amp;nbsp;ซึ่งประกอบด้วย &amp;nbsp;ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้แทนจากเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;อำเภอละ 1 คน &amp;nbsp;จำนวน 8 คน&amp;nbsp; ผู้แทนจาก พมจ. &amp;nbsp;ผู้แทนจากศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; ผู้แทนจากสภาเกษตรจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้แทนจากวิทยาลัยชุมชนจังหวัดมุกดาหาร&amp;nbsp; ผู้แทนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.สภาองค์กรชุมชนตำบล &amp;nbsp;นำเสนอข้อมูลผู้เดือดร้อนของแต่ละตำบล &amp;nbsp;รายครัวเรือน &amp;nbsp;เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาผู้เดือดร้อนทุกครัวเรือน &amp;nbsp;ซึ่งมีการนำเสนอข้อมูลในปี 2561 จำนวน 404 ครัวเรือน&amp;nbsp; 5.คณะกรรมการพิจารณาผู้ผ่านเกณฑ์โดยการวิธีการโหวตเสียงข้างมาก &amp;nbsp;คัดเหลือจำนวน 150 หลังคาเรือน&amp;nbsp; 5.นำเสนอข้อมูลผลการพิจารณาเพื่อขอรับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; 6.จัดทำบันทึกความร่วมมือเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ&amp;nbsp; 7.ดำเนินการตามแผนงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;จากบ้านพอเพียงสู่ &amp;lsquo;บ้านสร้างสุข มุกดาหาร 36 ปี&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ลาวัณย์  เล่าต่อว่า&amp;nbsp; การใช้ข้อมูลความเดือดร้อนของชุมชน &amp;nbsp;เพื่อเสนอของบประมาณสนับสนุนการซ่อมแซมบ้านจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;ทำให้หน่วยงานภาคีต่างๆ เห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ประกอบกับหลายๆ หน่วยงานมีงบประมาณในการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในลักษณะเดียวกัน &amp;nbsp;จึงนำมาบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้ที่เดือดร้อน &amp;nbsp;เนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี &amp;nbsp;การก่อตั้งจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงได้เสนอกิจกรรมที่จะมอบความสุขให้กับชาวมุกดาหาร &amp;nbsp;จนพัฒนามาเป็นโครงการ &amp;ldquo;บ้านสร้างสุข &amp;nbsp;มุกดาหาร 36 ปี&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;โดยมีการบูรณาการงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; ดังนี้ &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ &amp;nbsp;โครงการบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;ครัวเรือนละ&amp;nbsp; 19,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; พมจ.มุกดาหาร &amp;nbsp;3 โครงการ&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; โครงการซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ &amp;nbsp;ครัวเรือนละ 20,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการปรับสภาพแวดล้อมของผู้พิการ &amp;nbsp;ครัวเรือนละ 20,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; และโครงการ 1 ตำบลซ่อม 1 ตำบลสร้าง &amp;nbsp;ครัวเรือนละ&amp;nbsp; 20,000 บาท &amp;nbsp;และเหล่ากาชาดจังหวัดมุกดาหาร &amp;nbsp;จำนวน 30,000 บาท &amp;nbsp;ซึ่งแต่ละครัวเรือนที่ได้รับการสนับสนุนจะแตกต่างกันออกไป &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับสภาพความเดือดร้อน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;ประมาณ &amp;nbsp;50,000 &amp;ndash; 89,000 บาทต่อครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีการมอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้แก่ครัวเรือนต่างๆ &amp;nbsp;ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ขั้นตอนการดำเนินงานบ้านสร้างสุข &amp;nbsp;มุกดาหาร 36 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีความแตกต่างจากการดำเนินงานตามโครงการปกติ เนื่องจากมีการบูรณาการงบประมาณจากหลายส่วนงาน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ดังนั้นการกำกับติดตามเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของงบประมาณจึงมีความจำเป็นมาก &amp;nbsp;โดยทุกภาคส่วน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;กำนัน &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าของบ้าน &amp;nbsp;จะต้องพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการที่ได้รับการสนับสนุน &amp;nbsp;และหารือเรื่องการซ่อมสร้างบ้านเป็นรายหลังคาเรือน &amp;nbsp;เพื่อประเมินราคาในการซ่อมแซมหรือสร้างใหม่&amp;rdquo; &amp;nbsp;กองเลขานุการสภาองค์กรชุมชนฯ ชี้แจงขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;ส่วนกระบวนการในการดำเนินการซ่อมแซมบ้านเรือนชาวบ้านที่เดือดร้อนทั้ง 150 ครัวเรือน&amp;nbsp; ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;กำนัน &amp;nbsp;ผู้ใหญ่บ้าน &amp;nbsp;อาสาสมัคร&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลในแต่ละพื้นที่ &amp;nbsp;ได้ร่วมแรง &amp;nbsp;ร่วมใจ &amp;nbsp;ซ่อมแซม &amp;nbsp;และสร้างบ้านให้กับผู้ด้อยโอกาส &amp;nbsp;&amp;nbsp;บางพื้นที่มีหน่วยทหารช่างเข้ามาช่วยเหลือ &amp;nbsp;บางพื้นที่คนในชุมชนช่วยเหลือกันเอง &amp;nbsp;แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความสามัคคีของคนในชุมชนที่มีความต้องการจะช่วยเหลือเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่เจ้าของบ้านก็เตรียมข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูตามอัตภาพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทำให้การซ่อมสร้างบ้านดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนฯ เชื่อมประสานพลังภาคีในท้องถิ่นร่วมกันพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt&quot;&gt;จากการจัดทำโครงการซ่อมสร้างบ้านเรือนทั้ง 150 ครัวเรือน&amp;nbsp; คณะทำงานได้สรุปผลการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; โดยพบว่า &amp;nbsp;1.สภาองค์กรชุมชนสามารถเป็นแกนหลักในการสำรวจข้อมูล &amp;nbsp;เชื่อมประสานภาคี &amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนในชุมชนได้&amp;nbsp; 2.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบลเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;และสามารถเข้ามาเป็นภาคีสำคัญในการดำเนินงาน&amp;nbsp; 3.หน่วยงานทหาร &amp;nbsp;มีกำลังหลักสำคัญที่สามารถช่วยเหลืองานช่างให้กับชุมชนได้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สภาองค์กรชุมชนตำบลมุกดาหารจัดตั้งขึ้นมาตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 &amp;nbsp;โดยจัดตั้งสภาฯ ครบทุกพื้นที่&amp;nbsp; รวม 54 ตำบล (ปัจจุบันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้วประมาณ&amp;nbsp; 6,300 &amp;nbsp;แห่ง / 1 ตำบล 1 สภา)&amp;nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ&amp;nbsp; เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ทั้งในระดับจังหวัด&amp;nbsp; รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ ( พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ มาตรา 32)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พศ.2551 ชุมชนไม่มีพื้นที่ที่จะแสดงออก&amp;nbsp; หรือจะไปอาศัยขอความช่วยเหลือ&amp;nbsp; ขอความร่วมมือจากใครก็ไม่ได้&amp;nbsp; แต่พอมี พ.ร.บ.องค์กรชุมชนแล้ว&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนมีสถานะ&amp;nbsp; มี พ.ร.บ.รับรองว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย&amp;nbsp; เราจึงใช้สภาองค์กรตำบลเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพชุมชน อาชีพจักสาน แปรรูปอาหาร &amp;nbsp;ท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; ป่าชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งการแกไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องที่มีความเดือดร้อนด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลาวัณย์ยกตัวอย่าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; บนที่ดิน ส.ป.ก&amp;nbsp; &amp;nbsp;9 หน่วยงานจับมือพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการบ้านมั่นคงทั้งในเมืองและชนบทตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ มีเป้าหมายรวม รวม 77 จังหวัด&amp;nbsp; จำนวน 6,450 ชุมชน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 701,702&amp;nbsp; ครัวเรือน (แยกเป็นบ้านมั่นคงเมืองและชนบท&amp;nbsp; จำนวน 6,450 ชุมชน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 690,000 ครัวเรือน,&amp;nbsp; ชุมชนริมคลองกรุงเทพฯ&amp;nbsp; 74 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 11,004&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; และคนไร้บ้าน 3 ศูนย์&amp;nbsp; กรุงเทพฯ/ขอนแก่น/เชียงใหม่&amp;nbsp; รวม 698 ครัวเรือน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนสร้างบ้านมั่นคงบนที่ดิน ส.ป.ก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงบนที่ดิน ส.ป.ก.&amp;rsquo; นั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช. กล่าวว่า&amp;nbsp; เป็นโครงการบ้านมั่นคงชนบทที่ พอช.สนับสนุนการสร้างบ้านให้แก่เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)&amp;nbsp; เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนไปแล้วใน 8&amp;nbsp; จังหวัด&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; กาญจนบุรี&amp;nbsp; กาฬสินธุ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชลบุรี&amp;nbsp; นครราชสีมา&amp;nbsp; มหาสารคาม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สระแก้ว&amp;nbsp; สุราษฎร์ธานี &amp;nbsp;และอุทัยธานี&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวม 16 ตำบล&amp;nbsp; 16 โครงการ&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 1,510&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณรวม 77 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกษตรกรสร้างบ้านเสร็จไปแล้ว&amp;nbsp; 651&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; และในปี 2562 นี้มีเป้าหมายสนับสนุนอีก 1,300 ครัวเรือนในพื้นที่ 10&amp;nbsp;&amp;nbsp; จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การสนับสนุนของ พอช.นั้น&amp;nbsp; จะเริ่มตั้งแต่การสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกัน&amp;nbsp; เพราะเกษตรกรที่เข้ามาอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.ต่างคนต่างมาคนละทิศ&amp;nbsp; เมื่อมาอยู่ร่วมกันจึงต้องมีกฎระเบียบการอยู่อาศัยร่วมกัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีการจัดตั้งคณะกรรมการหรือตัวแทนชาวบ้านเข้ามาบริหารงานในรูปแบบของสหกรณ์&amp;nbsp; มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้านหรือประกอบอาชีพ &amp;nbsp;นอกจากนี้ พอช.ยังสนับสนุนให้เกษตรกรได้ร่วมออกแบบบ้าน&amp;nbsp; วางผังชุมชน&amp;nbsp; วางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณการสร้างบ้าน&amp;nbsp; การพัฒนาสาธารณูปโภค ประมาณครัวเรือนละ&amp;nbsp; 72,000 บาท&amp;nbsp; แม้ว่าจะเป็นเงินไม่มาก&amp;nbsp; แต่เกษตรกรสามารถใช้วัสดุเก่านำมาสร้างบ้าน&amp;nbsp; และช่วยกันลงแรงสร้าง&amp;nbsp; จึงทำให้ประหยัดงบประมาณได้พอสมควร&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.อธิบาย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ดิน ส.ป.ก.ที่นำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินนั้น&amp;nbsp; สำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ&amp;nbsp; โดย คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกคำสั่งที่ 36/2559 (ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559) เพื่อยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก.ทั่วประเทศที่มีการครอบครองไม่ถูกต้อง&amp;nbsp; แล้วนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยในช่วงปี 2559-2561 &amp;nbsp;สำนักงานการปฏิรูปที่ดินฯ &amp;nbsp;สามารถยึดที่ดินคืนในพื้นที่&amp;nbsp; 28 จังหวัด&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 400,000 ไร่เศษ &amp;nbsp;และนำมาจัดสรรให้เกษตรกรไปแล้วประมาณ&amp;nbsp; 35,000 ไร่&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.ให้แก่เกษตรกรในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; รวมทั้งที่ดินที่ยึดคืนตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 ยังมีปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การชลประทานยังไม่ทั่วถึง&amp;nbsp; ขาดสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ดินขาดความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; เกษตรกรขาดแหล่งทุนและความรู้&amp;nbsp; ปัญหาด้านการตลาด&amp;nbsp; ขาดการประสานระหว่างหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่&amp;nbsp; ขาดรายได้&amp;nbsp; เกษตรกรบางส่วนจึงขายสิทธิ์ที่ดินมือเปล่า&amp;nbsp; หรือเอาที่ดินไปให้คนอื่นเช่า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 หน่วยงานร่วมพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฤษฎา&amp;nbsp; บุญราช&amp;nbsp; รมว.เกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)ได้นำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรกรที่ขาดแคลนที่ดินทำกินทั่วประเทศไปแล้วประมาณ 35&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล้านไร่&amp;nbsp; จนถึงปัจุบันเป็นเวลากว่า 40 ปี&amp;nbsp; แต่พบว่าบางพื้นที่ยังไม่มีเกษตรกรเข้าไปทำกิน&amp;nbsp; หรือเข้าไปแล้วแต่ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่&amp;nbsp; ตนจึงให้เลขาธิการ ส.ป.ก.ไปตรวจสอบ&amp;nbsp; พบว่าส่วนใหญ่ที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; ขาดสาธารณูปโภค&amp;nbsp; แหล่งน้ำ&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; เกษตรกรขาดทุนในการตั้งต้น&amp;nbsp; ดังนั้น ส.ป.ก.จึงประสานให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 8 หน่วยงานให้มาทำงานร่วมกัน&amp;nbsp; เป็นการบูณาการแผนงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นในเขตปฏิรูปที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การบูรณาการพัฒนาพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน&amp;nbsp; พื้นที่ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 36/2559 และพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ&amp;nbsp; ให้เกษตรกร&amp;nbsp; โดยมีนายกฤษฎา&amp;nbsp; บุญราช&amp;nbsp; รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน&amp;nbsp; มีผู้แทน 9 หน่วยงานร่วมลงนาม&amp;nbsp; คือ ส.ป.ก.&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำ&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำบาดาล&amp;nbsp; กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์&amp;nbsp; กรมพัฒนาที่ดิน&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากลงนามทั้ง 9 หน่วยงานแล้ว&amp;nbsp; แต่ละหน่วยงานก็จะร่วมมือกันลงไปสำรวจ&amp;nbsp; ดูพื้นที่ร่วมกัน&amp;nbsp; เพื่อกำหนดแผนงานที่จะทำเพื่อพัฒนาที่ดิน ส.ป.ก.&amp;nbsp; เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าไปทำมาหากิน&amp;nbsp; เป็นการแก้ไขปัญหาเกษตรกรเอาที่ดิน ส.ป.ก.ไปให้คนอื่นเช่า&amp;nbsp; หรือขายโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp; รวมทั้งแก้ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.เกษตรฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยแต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่และแผนปฏิบัติการต่างๆ&amp;nbsp; เข้าไปในเขต ส.ป.ก.&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำ&amp;nbsp; กรมทรัพยากรน้ำบาดาล&amp;nbsp; พัฒนาแหล่งน้ำและกระจายน้ำให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; ขยายเขตไฟฟ้าเข้าไป&amp;nbsp; กรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ จัดหาพลังงานทดแทนและระบบโซล่าร์เซลล์&amp;nbsp; กรมพัฒนาที่ดิน&amp;nbsp; สำรวจ&amp;nbsp; วิเคราะห์&amp;nbsp; ปรับปรุงและพัฒนาดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; สนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; พัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่ม&amp;nbsp; องค์กรชุมชน&amp;nbsp; และพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ประชาชนที่เข้าไปอยู่ในที่ดิน ส.ป.ก.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44&amp;nbsp; ที่&amp;nbsp; 36/2559&amp;nbsp; ลงวันที่ 5 กรกฎาคม&amp;nbsp; 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องมาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีสาระสำคัญคือ&amp;nbsp; ให้ ส.ป.ก. นำที่ดินในเขต ส.ป.ก.ทั่วประเทศที่มีการครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;คือ 1. ที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2. ที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินสิ้นสิทธิเข้าทําประโยชน์แล้วและครอบครองโดยบุคคลที่มิใช่ผู้ได้รับการจัดที่ดิน&amp;nbsp; มีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. ที่ดินที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบแก่สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้วและมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนำมาจัดสรรให้เกษตรกรทั่วประเทศที่ยากไร้และไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:4.5pt; margin-right:0cm; margin-bottom:4.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;สร้างบ้านมั่นคง 219 ครัวเรือนบนที่ดิน ส.ป.ก.สระแก้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ดิน ส.ป.ก.ที่จัดสรรให้แก่เกษตรกร&amp;nbsp; แบ่งเป็นที่ดินเพื่อสร้างบ้านจำนวน 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; ที่ดินทำกินประมาณ&amp;nbsp; 5 ไร่&amp;nbsp; โดย ส.ป.ก.จะให้เกษตรกรเข้าอยู่อาศัยและทำกินในที่ดิน&amp;nbsp; แต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์&amp;nbsp; ช่วงแรก 30 ปี ในลักษณะการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์การเกษตร&amp;nbsp; (สหกรณ์จะต้องทำสัญญาเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก.ช่วงแรก 30 ปี) เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกผักสวนครัว&amp;nbsp; ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; มันสำปะหลัง&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; เป็ด&amp;nbsp; ปลาดุก&amp;nbsp; กบ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; แต่บางพื้นที่ที่ดินไม่มีความเหมาะสมในการปลูกพืช&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสนับสนุนให้เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ที่ดิน ส.ป.ก.ตำบลสิงห์&amp;nbsp; อ.ไทรโยค&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; สนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อ&amp;nbsp; โดยมอบแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์แพะ&amp;nbsp; อบรมการเลี้ยง&amp;nbsp; การให้อาหาร&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว&amp;nbsp; สีลาน้ำเที่ยง&amp;nbsp; คณะกรรมการเครือข่ายที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; จ.สระแก้ว&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ในจังหวัดสระแก้วมีที่ดิน ส.ป.ก.ที่จัดสรรให้เกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินตั้งแต่ปี 2560&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6 แปลง&amp;nbsp; ในอำเภอโคกสูง &amp;nbsp;หนองม่วง&amp;nbsp; วัฒนานคร&amp;nbsp; วังน้ำเย็น&amp;nbsp; และอรัญประเทศ &amp;nbsp;รวมเนื้อที่ทั้งหมด 3,181 ไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีเกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดินรวม 219 ครอบครัวๆ ละ 6 ไร่&amp;nbsp; แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่&amp;nbsp; ที่ดินทำกิน 5 ไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้เกษตรกรได้เข้าไปทำกินแล้ว &amp;nbsp;แต่ที่ผ่านมายังมีปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;ขาดแหล่งน้ำในการทำเกษตร&amp;nbsp; ขาดไฟฟ้า&amp;nbsp; ประปา&amp;nbsp; ทำให้มีความลำบาก &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อมีการลงนามร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว&amp;nbsp; ก็เชื่อว่าเกษตรกรจะได้เข้าไปทำกินอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ว่าจะไม่ได้รับเอกสารสิทธิ์ &amp;nbsp;แต่ก็ทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ไม่ต้องเช่าที่ดินจากคนอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการก่อสร้างบ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก.นั้น&amp;nbsp; ละอองดาวบอกว่า&amp;nbsp; ที่ดิน ส.ป.ก.แปลงอำเภอหนองม่วงเนื้อที่ 655 ไร่&amp;nbsp; มีเกษตรกรได้รับจัดสรรที่ดินรวม 63 ครอบครัว&amp;nbsp; ขณะนี้สร้างบ้านเสร็จเกือบทุกหลังแล้ว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว&amp;nbsp; ขนาด&amp;nbsp; 4X6 ตารางเมตร&amp;nbsp; ก่อด้วยอิฐบล็อก&amp;nbsp; ส่วนที่ดินแปลงอื่นๆ &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ต.คลองหินปูน&amp;nbsp; อ.วังน้ำเย็น&amp;nbsp; เนื้อที่ 318 ไร่กำลังก่อสร้างบ้าน 36&amp;nbsp; หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากสร้างบ้านแล้ว&amp;nbsp; เกษตรกรที่เข้าไปอยู่ในดิน ส.ป.ก.แต่ละแปลงก็จะต้องร่วมกันพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; และส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้รายวัน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกผักสวนครัวเพื่อเก็บขายได้ทุกวัน&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; เพื่อให้มีรายได้รายเดือน&amp;nbsp; ปลูกมันสำปะหลัง&amp;nbsp; ปลูกข้าวโพด&amp;nbsp; อ้อย&amp;nbsp; หรือผลไม้&amp;nbsp; เพื่อให้มีรายได้รายปี&amp;nbsp; นอกจากนี้ก็จะมีการส่งเสริมการตลาด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำร้านค้าหรือตลาดชุมชนเพื่อให้เกษตรกรเอาผลผลิตมาวางขาย ซึ่งขณะนี้เปิดตลาดแห่งแรกแล้วที่ริมถนนใกล้ที่ดิน ส.ป.ก.อำเภอหนองม่วง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ละอองดาวยกตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ พอช.มีเป้าหมายสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่เข้าอยู่อาศัยในที่ดินส.ป.ก.ในจังหวัดสระแก้วช่วงปี 2561-2562 รวม 219 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 72,000 บาท รวมงบประมาณ 15.7 ล้านบาทเศษ นอกจากนี้ในปี 2562 นี้&amp;nbsp; พอช.มีแผนงานจะสนับสนุนการสร้างบ้านมั่นคงในที่ดิน ส.ป.ก. ทั่วประเทศอีกประมาณ 1,300 หลังด้วย !!&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26318</URL_LINK>
                <HASHTAG>พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา, พลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์, พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c3871e939c7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 17:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 17:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลายองค์กรร่วมจัดงาน ‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ ปี 2561 พม.ชูวิสัยทัศน์ “คนไทยมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วในปี 2579” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อาคารสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก / หลายองค์กรร่วมจัดงาน &amp;lsquo;สร้างไทยไปด้วยกัน : สร้างบ้าน สร้างชุมชน &amp;nbsp;ไทยทุกคนมั่นคง &amp;nbsp;เข้มแข็ง&amp;rsquo;&amp;nbsp; เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนจากเครือข่ายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในไทยและจาก 10 ประเทศในเอเซียเข้าร่วมงานประมาณ 200&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่พลเอกอนันตพร &amp;nbsp;รมว.พม.ชูวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตั้งเป้าแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยน้อยทั่วประเทศกว่า 3 ล้านคนให้บรรลุผลตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปี&amp;nbsp; องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น &amp;lsquo;วันที่อยู่อาศัยโลก&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;World&amp;nbsp; Habitat&amp;nbsp; Day&amp;rsquo;&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อให้นานาประเทศให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; หรือมีที่อยู่อาศัยที่ไม่เหมาะสม&amp;nbsp; และหามาตรการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; โดยในปี 2561 นี้&amp;nbsp; หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; การเคหะแห่งชาติ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; และเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกตลอดช่วงเดือนตุลาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยในวันนี้ (10 ตุลาคม)&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) อาคารสำนักงานสหประชาชาติ&amp;nbsp; ถนนราชดำเนินนอก&amp;nbsp; มีการจัดงาน &amp;lsquo;สร้างไทยไปด้วยกัน : สร้างบ้าน สร้างชุมชน ไทยทุกคนมั่นคง เข้มแข็ง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก &amp;nbsp;โดยความร่วมมือระหว่าง &amp;nbsp;ESCAP &amp;nbsp;การเคหะแห่งชาติ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; มูลนิธิที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย(ACHR) &amp;nbsp;โดยมีผู้แทนจากขบวนองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทย&amp;nbsp; ผู้แทนจากประเทศเอเซีย&amp;nbsp; และผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมงานประมาณ 200&amp;nbsp;&amp;nbsp; คน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า&amp;nbsp; วันที่อยู่อาศัยโลกปีนี้องค์การสหประชาชาติกำหนดหัวข้อหลักในการรณรงค์เรื่อง &amp;ldquo;การจัดการขยะโดยเทศบาล&amp;rdquo; (Municipal Solid Waste Management)&amp;nbsp; ซึ่งการขจัดขยะเป็นเรื่องสำคัญและมีผลต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;จำเป็นที่ชุมชน &amp;nbsp;ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมมือกันในการจัดการ&amp;nbsp; โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนจะต้องมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนในประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคน (Housing for all) การทำให้คนไทยมีบ้านอยู่อาศัยอย่างถ้วนทั่ว &amp;nbsp;มีความมั่นคงในการอยู่อาศัย &amp;nbsp;รวมถึงการมีชุมชนเข้มแข็ง &amp;nbsp;มีสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี &amp;nbsp;ถือว่าบ้านเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาด้านต่าง ๆ &amp;nbsp;(Housing at a center)&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.พม.กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;พลเอกอนันตพรกล่าวต่อไปว่า&amp;nbsp; ประเทศไทยได้กำหนดแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาติ&amp;nbsp; เป้าหมายที่ 11 เรื่อง &amp;ldquo;การทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความสามารถในการปรับตัว &amp;nbsp;มีภูมิต้านทานและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงให้เกิดสุขภาวะอย่างครอบคลุมและยั่งยืน&amp;rdquo; &amp;nbsp;และวาระใหม่ในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน (New Urban Agenda) &amp;nbsp;ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการมาตลอด&amp;nbsp; และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองวาระใหม่ในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนแล้ว&amp;nbsp; และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก &amp;nbsp;จัดทำแผนการพัฒนาเพื่อให้เกิดการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;(วาระการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน (New Urban Agenda) เป็นเอกสารซึ่งประเทศสมาชิกและองค์การระหว่างประเทศรับรองร่วมกันในการประชุมสหประชาติว่าด้วยการพัฒนาที่อยู่อาศัยและเมืองอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; ครั้งที่ 3 (Habitat 3)&amp;nbsp; ณ เมืองกีโต&amp;nbsp; สาธารณรัฐเอกวาดอร์&amp;nbsp; เมื่อเดือนตุลาคม&amp;nbsp; 2559&amp;nbsp; เพื่อเป็นวิสัยทัศน์ของประชาคมโลกในการพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนโดยเน้นคนเป็นศูนย์กลาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และส่งเสริมบทบาทหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น&amp;nbsp; ตลอดจนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและประชาชนในการพัฒนาเมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในทุกมิติ&amp;nbsp; โดยเชื่อมโยงกับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; ค.ศ.2030 (พ.ศ.2573)&amp;nbsp; และความตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;พลเอกอนันตรพรกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี ( พ.ศ.2560-2579) &amp;nbsp;ซึ่งแผนแม่บทดังกล่าวมีวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยประมาณ&amp;nbsp; 3-4 &amp;nbsp;ล้านครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งนี้แผนแม่บทดังกล่าว&amp;nbsp; มีกลไกในการขับเคลื่อนงาน&amp;nbsp; คือ มีคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน &amp;nbsp;และมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อส่งเสริมการออมและเป็นแหล่งทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;พลเอกอนันตพรกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; นับแต่เริ่มแผนแม่บทพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี 2560 การเคหะแห่งชาติและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้จัดที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยไปแล้วกว่า 200,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเคหะฯ ทำเรื่องแฟลตดินแดงที่ประชาชนอยู่อาศัยมานานกว่า 50 ปี&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายประมาณ 6,500&amp;nbsp; ยูนิต&amp;nbsp; เก็บค่าเช่าประมาณ 1,000-4,000บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประมาณอีก 6 ปีจะแล้วเสร็จทั้งหมด&amp;nbsp; ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; หรือ พอช. ทำเรื่องบ้านมั่นคงไปแล้วประมาณ&amp;nbsp; 100,000&amp;nbsp; หลัง&amp;nbsp; และโครงการบ้านพอเพียงซึ่งเป็นโครงการซ่อมแซมบ้านเรือนในชนบทที่ยากจนประมาณ&amp;nbsp; 80,000 หลัง&amp;nbsp; และกระทรวง พม.&amp;nbsp; ทำเรื่องบ้านผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ประมาณ&amp;nbsp; 40,000-50,000 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;อีกประมาณ 17 ปี&amp;nbsp; หรือภายในปี 2579 คาดว่าจะทำเรื่องบ้านได้ทั้งหมด 3-4 ล้านหลังตามแผนแม่บทที่อยู่อาศัย 20 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งจะต้องมีการสำรวจข้อมูล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมการออมทรัพย์&amp;nbsp; การจัดหาที่ดินใหม่ที่ไม่ไกลและสะดวกในการเดินทาง&amp;nbsp; การออกแบบบ้าน&amp;nbsp; ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน พอช.และการเคหะฯ&amp;nbsp; เมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้วก็จะช่วยกันพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น&amp;nbsp; จะมีการสร้างอาชีพ&amp;nbsp; มีตลาดประชารัฐ&amp;nbsp; สร้างรายได้&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; มีความมั่นคงในชีวิตต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;พลเอกอนันตพรกล่าวทิ้งท้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;การจัดงาน &amp;lsquo;สร้างไทยไปด้วยกัน : สร้างบ้าน สร้างชุมชน ไทยทุกคนมั่นคง เข้มแข็ง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกในปีนี้&amp;nbsp; นอกจากจะมีการจัดเวทีเสวนา&amp;nbsp; และการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศแล้ว&amp;nbsp; ภายในงานยังมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่หน่วยงานและบุคคลที่สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยจำนวน&amp;nbsp; 15 ราย&amp;nbsp; ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;1.เทศบาลเมืองสุรินทร์ &amp;nbsp;จังหวัดสุรินทร์&amp;nbsp; 2.องค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา จังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; 3.เครือข่ายคนไร้บ้าน&amp;nbsp; 4.คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตตำบลระบำ จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; 5.โครงการบ้านเอื้ออาทรรัตนาธิเบศร์ (ท่าอิฐ) 6.โครงการบ้านเอื้ออาทรระยอง (วังหว้า) 7.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ &amp;nbsp;จังหวัดนครศรีธรรมราช&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร&amp;nbsp; 9.กรมธนารักษ์&amp;nbsp; 10.สำนักปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)&amp;nbsp; 11.กรมเจ้าท่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;12.ธนาคารอาคารสงเคราะห์&amp;nbsp; 13.บริษัท SCG &amp;nbsp;14.เครือข่ายชุมชนริมคลอง และ 15. นายจรัส อมรชัยนนท์ (เจ้าของที่ดินชุมชนเมืองใหม่มาลัยทอง) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับผู้แทนจากเครือข่ายการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศเอเซียที่เข้าร่วมงานวันที่อยู่อาศัยโลกในประเทศไทยมีทั้งหมด 10 ประเทศ&amp;nbsp; จำนวน 57 คน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อินเดีย&amp;nbsp; ปากีสถาน&amp;nbsp; กัมพูชา&amp;nbsp; พม่า&amp;nbsp; เวียดนาม อินโดนีเซีย&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟิลิปินส์ &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; นอกจากนี้ผู้แทนต่างประเทศจะเดินทางไปศึกษาดูงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต่างๆ&amp;nbsp; ที่มีการจัดงานวันที่อยู่อาศัยโลก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านหาดเล็ก&amp;nbsp; อ.คลองใหญ่&amp;nbsp; จ.ตราด ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในที่ดินของกรมเจ้าท่า&amp;nbsp; กระทรวงคมนาคม, บ้านมั่นคงชนบทตำบลปากช่อง&amp;nbsp; อ.ปากช่อง&amp;nbsp; จ.นครราชสีมา&amp;nbsp; เป็นที่ดิน ส.ป.ก.ที่ยึดคืนมาจากผู้ครอบครองไม่ถูกต้อง,&amp;nbsp; บ้านมั่นคง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.นครสวรรค์ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:6.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19581</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไทยมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วในปี 2579, พม., พลเอกอนันตพร  กาญจนรัตน์, ‘World  Habitat  Day’, ‘วันที่อยู่อาศัยโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181010/image_big_5bbdce32dbf2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
